<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Wed, 25 Mar 2026 10:42:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘แบตเตอรี่’ จากน้ำเกลือเต้าหู้ ใช้ได้นาน 100 ปี ไม่ก่อสารพิษ ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/cityuhk/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 02:23:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25726</guid>

					<description><![CDATA[“แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างสั้นเพียง 1,000-3,000 รอบการชาร์จ ซึ่งเมื่อเสื่อมสภาพแล้วมักกลายเป็นขยะอันตรายที่จัดการได้ยากและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทีมนักวิจัยจึงพยายามหาวิธีการแก้ปัญหานี้ หนึ่งในนั้นคือการใช้ “แบตเตอรี่แบบใช้น้ำ” ที่ปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองฮ่องกง (CityUHK) และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาคใต้ ร่วมกันพัฒนาแบตเตอรี่แบบใช้น้ำที่มีความทนทานสูงเป็นประวัติการณ์ แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันหลายสิบปี โดยใช้น้ำเกลือซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเต้าหู้เป็นส่วนประกอบหลัก ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากแบตเตอรี่แบบเดิม น้ำเกลือเต้าหู้อุดมไปด้วยโซเดียม แมกนีเซียม และแคลเซียม จะทำให้สภาพแวดล้อมภายในแบตเตอรี่ให้มีความเป็นกลาง ซึ่งช่วยลดการกัดกร่อนที่มักเกิดขึ้นในแบตเตอรี่ทั่วไป ต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดและมีสารเคมีอันตราย แต่แบตเตอรี่แบบใช้น้ำนี้ทำงานในสภาพที่ปลอดภัยระดับน้ำเกลือทั่วไป และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด จากการทดสอบพบว่า แบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถชาร์จได้มากกว่า 120,000 ครั้งโดยที่ประสิทธิภาพแทบไม่ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปที่มักจะเริ่มเสื่อมสภาพหลังจากผ่านไปเพียง 1,000-3,000 รอบเท่านั้น ด้วยความเสถียรสูงเช่นนี้ จึงทำให้แบตเตอรี่นี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในระยะยาวที่ต้องการความเสถียรสูง ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากการเลือกใช้ขั้วไฟฟ้าแบบอินทรีย์แทนที่ขั้วไฟฟ้าโลหะแบบเดิม ซึ่งถูกออกแบบมาให้เลียนแบบกระบวนการเก็บสะสมพลังงานตามธรรมชาติในสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถขยายตัวและหดตัวระหว่างการชาร์จได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้าง อีกทั้งยังใช้สารประกอบอะนาล็อกของพรัสเซียนบลู (PBAs) เป็นสารประกอบเชิงซ้อนโลหะอินทรีย์ในขั้วไฟฟ้าบวกยังช่วยให้การแลกเปลี่ยนไอออนเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคงแม้จะผ่านการใช้งานอย่างหนักหน่วงในน้ำ ศ.หลี่เว่ย หัวหน้าทีมวิจัยได้เปรียบเทียบการทำงานของแบตเตอรี่ทั่วไปกับการวิ่งมาราธอนท่ามกลางฝนกรดที่สภาพแวดล้อมจะทำลายตัวนักวิ่งเอง แต่สำหรับระบบใหม่นี้เหมือนกับการวิ่งในสภาพอากาศที่เหมาะสม ช่วยให้นักวิ่งสามารถรักษาศักยภาพได้ยาวนานกว่ามาก ช่วยลดปฏิกิริยาข้างเคียงที่คอยกัดกินขั้วไฟฟ้าจนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ นอกจากนี้ แบตเตอรี่แบบใช้น้ำแทบจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการติดไฟหรือการเกิดความร้อนสะสมจนระเบิดเหมือนแบตเตอรี่ลิเธียม เนื่องจากสารอิเล็กโทรไลต์ไม่เป็นพิษและไม่ติดไฟ จึงสามารถทิ้งหรือทำลายได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ มาตรฐานความปลอดภัยนี้อยู่ในระดับเดียวกับน้ำเกลือที่สามารถพบได้ทั่วไป ทำให้ลดความยุ่งยากและต้นทุนในการจัดการขยะอันตรายจากแบตเตอรี่ในอนาคต ในเชิงทฤษฎี หากเรานำแบตเตอรี่ที่มีความทนทาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างสั้นเพียง 1,000-3,000 รอบการชาร์จ ซึ่งเมื่อเสื่อมสภาพแล้วมักกลายเป็นขยะอันตรายที่จัดการได้ยากและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทีมนักวิจัยจึงพยายามหาวิธีการแก้ปัญหานี้ หนึ่งในนั้นคือการใช้ “แบตเตอรี่แบบใช้น้ำ” ที่ปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า</p>



<p>ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองฮ่องกง (CityUHK) และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาคใต้ ร่วมกันพัฒนาแบตเตอรี่แบบใช้น้ำที่มีความทนทานสูงเป็นประวัติการณ์ แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันหลายสิบปี โดยใช้น้ำเกลือซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเต้าหู้เป็นส่วนประกอบหลัก ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากแบตเตอรี่แบบเดิม</p>



<p>น้ำเกลือเต้าหู้อุดมไปด้วยโซเดียม แมกนีเซียม และแคลเซียม จะทำให้สภาพแวดล้อมภายในแบตเตอรี่ให้มีความเป็นกลาง ซึ่งช่วยลดการกัดกร่อนที่มักเกิดขึ้นในแบตเตอรี่ทั่วไป ต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดและมีสารเคมีอันตราย แต่แบตเตอรี่แบบใช้น้ำนี้ทำงานในสภาพที่ปลอดภัยระดับน้ำเกลือทั่วไป และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด</p>



<p>จากการทดสอบพบว่า แบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถชาร์จได้มากกว่า 120,000 ครั้งโดยที่ประสิทธิภาพแทบไม่ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปที่มักจะเริ่มเสื่อมสภาพหลังจากผ่านไปเพียง 1,000-3,000 รอบเท่านั้น ด้วยความเสถียรสูงเช่นนี้ จึงทำให้แบตเตอรี่นี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในระยะยาวที่ต้องการความเสถียรสูง</p>



<p>ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากการเลือกใช้ขั้วไฟฟ้าแบบอินทรีย์แทนที่ขั้วไฟฟ้าโลหะแบบเดิม ซึ่งถูกออกแบบมาให้เลียนแบบกระบวนการเก็บสะสมพลังงานตามธรรมชาติในสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถขยายตัวและหดตัวระหว่างการชาร์จได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้าง อีกทั้งยังใช้สารประกอบอะนาล็อกของพรัสเซียนบลู (PBAs) เป็นสารประกอบเชิงซ้อนโลหะอินทรีย์ในขั้วไฟฟ้าบวกยังช่วยให้การแลกเปลี่ยนไอออนเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคงแม้จะผ่านการใช้งานอย่างหนักหน่วงในน้ำ</p>



<p>ศ.หลี่เว่ย หัวหน้าทีมวิจัยได้เปรียบเทียบการทำงานของแบตเตอรี่ทั่วไปกับการวิ่งมาราธอนท่ามกลางฝนกรดที่สภาพแวดล้อมจะทำลายตัวนักวิ่งเอง แต่สำหรับระบบใหม่นี้เหมือนกับการวิ่งในสภาพอากาศที่เหมาะสม ช่วยให้นักวิ่งสามารถรักษาศักยภาพได้ยาวนานกว่ามาก ช่วยลดปฏิกิริยาข้างเคียงที่คอยกัดกินขั้วไฟฟ้าจนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ</p>



<p>นอกจากนี้ แบตเตอรี่แบบใช้น้ำแทบจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการติดไฟหรือการเกิดความร้อนสะสมจนระเบิดเหมือนแบตเตอรี่ลิเธียม เนื่องจากสารอิเล็กโทรไลต์ไม่เป็นพิษและไม่ติดไฟ จึงสามารถทิ้งหรือทำลายได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ มาตรฐานความปลอดภัยนี้อยู่ในระดับเดียวกับน้ำเกลือที่สามารถพบได้ทั่วไป ทำให้ลดความยุ่งยากและต้นทุนในการจัดการขยะอันตรายจากแบตเตอรี่ในอนาคต</p>



<p>ในเชิงทฤษฎี หากเรานำแบตเตอรี่ที่มีความทนทาน 120,000 รอบนี้มาใช้งานกับอุปกรณ์ที่ชาร์จเพียงวันละครั้ง มันจะสามารถใช้งานได้นานกว่า 300 ปีเลยทีเดียว แม้ในสภาพการใช้งานจริงที่อาจมีความหนักหน่วงกว่านั้น อายุการใช้งาน 100 ปีจึงเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้สูง ความทนทานระดับศตวรรษนี้จะช่วยลดภาระในการบำรุงรักษาและการเปลี่ยนอุปกรณ์ในโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตั้งอยู่กับที่เป็นเวลานาน</p>



<p>ที่สำคัญ ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้ถูกกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้การเคลือบป้องกันสารกัดกร่อนราคาแพง อีกทั้งวัตถุดิบอย่างแมกนีเซียมและแคลเซียมสามาหารหาได้ในดินและธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาแร่ธาตุหายากที่มีราคาผันผวน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่แบบเดิม</p>



<p>ทางด้าน ดร.เควิน จาง นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเทคโนโลยี มองว่านวัตกรรมนี้จะเปลี่ยนวิธีที่เราออกแบบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไปอย่างสิ้นเชิง เขาตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องสร้างสินค้าที่ถูกกำหนดวันหมดอายุไว้ล่วงหน้า ในเมื่อแหล่งพลังงานสามารถอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ความคิดนี้อาจบีบให้ภาคธุรกิจต้องคิดทบทวนรูปแบบโมเดลธุรกิจที่เคยพึ่งพาการซื้อซ้ำเนื่องจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่แบบใช้น้ำยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความหนาแน่นของพลังงานที่ยังต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งหมายความว่ามันอาจจะมีขนาดใหญ่และหนักกว่าเมื่อเทียบกับพลังงานที่จ่ายได้ในปริมาณเท่ากัน ด้วยเหตุนี้ ในช่วงแรกของการทำตลาด นักวิจัยจึงมุ่งเป้าไปที่การใช้งานในระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเก็บสำรองพลังงานสำหรับฟาร์มโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม</p>



<p>รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในการสำรองข้อมูลสำหรับศูนย์ข้อมูล หรือคลังแสงทางการทหารก็เป็นอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่าเรื่องของน้ำหนัก ความเสถียรในสภาวะที่ไม่มีการติดไฟยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลและอุปกรณ์สำคัญในจุดยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม</p>



<p>สำหรับก้าวต่อไปในการพัฒนา ทีมวิจัยหวังว่าจะสามารถขยายขนาดการผลิตให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมภายใน 5-7 ปีข้างหน้า ความท้าทายหลักคือการรักษาสม่ำเสมอของโครงสร้างรูพรุนในขั้วไฟฟ้าอินทรีย์เมื่อผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ทุกลูกจะมีประสิทธิภาพที่คงที่ หากสามารถข้ามผ่านอุปสรรคด้านการผลิตไปได้ แบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต</p>



<p>นวัตกรรมแบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้ไม่เพียงจะมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นเรื่องของจริยธรรมในการรับผิดชอบต่อโลก การลดการปล่อยมลพิษและการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนในการสร้างแหล่งพลังงาน คือคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เมื่อแบตเตอรี่หนึ่งก้อนสามารถอยู่ได้นานชั่วอายุคน มันคือการสร้างมรดกทางเทคโนโลยีที่จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมไว้ให้กับคนรุ่นหลังได้อย่างดีที่สุด</p>



<p><br>ที่มา: <a href="https://www.earth.com/news/water-based-battery-lasts-120000-charges-and-could-run-for-centuries/" target="_blank" rel="noopener">Earth</a>, <a href="https://www.greenmatters.com/pn/chinas-new-water-battery-survives-120-000-charging-cycles-and-outlasts-lithium-by-decades" target="_blank" rel="noopener">Green Matters</a>, <a href="https://interestingengineering.com/energy/chinas-water-battery-outlast-lithium" target="_blank" rel="noopener">Interesting Engineering</a>, <a href="https://www.scmp.com/news/china/science/article/3344099/chinese-scientists-create-new-battery-electrolyte-safe-tofu-brine" target="_blank" rel="noopener">South China Morning Post</a><br>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1225297#google_vignette" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bio-PCM นวัตกรรมอัจฉริยะ เปลี่ยน &#8216;น้ำมันปาล์ม&#8217; เป็นผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/bio-pcm/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 02:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25723</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อโลกหมุนไปสู่ยุค EV น้ำมันดีเซลอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชาวสวนปาล์มอีกต่อไป EA เปิดกลยุทธ์เหนือชั้น เปลี่ยนน้ำมันปาล์มเป็น “Bio-PCM” และน้ำมันเครื่องบินสีเขียว (SAF) สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล พร้อมปักธงส่งออกญี่ปุ่น-เกาหลี ชูเป็น Product Champion ใหม่ที่ช่วยทั้งโลกและช่วยทั้งเกษตรกรไทย ในวันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว ฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA กล่าวว่า อุตสาหกรรมน้ำมันดีเซลและไบโอดีเซลแบบเดิมกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะความต้องการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่งมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม แต่ล่าสุด EA (Energy Absolute) ได้เผยหมัดเด็ดในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากเพียงแค่ “ผู้ผลิตเชื้อเพลิง” สู่การเป็น “ผู้นำนวัตกรรมวัสดุสีเขียว” ด้วยการผลักดัน Bio-PCM (Phase Change Material) หรือวัสดุเปลี่ยนสถานะอัจฉริยะ Bio-PCM จากน้ำมันปาล์มสู่ “วัสดุอัจฉริยะ” ความน่าสนใจที่เป็นจุด “Wow” คือการที่ EA ไม่ได้มองน้ำมันปาล์มเป็นเพียงเชื้อเพลิงสำหรับเติมเครื่องยนต์อีกต่อไป แต่นำมาพัฒนาเป็น Bio-PCM ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำจากปาล์ม 100% ทำให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อโลกหมุนไปสู่ยุค EV น้ำมันดีเซลอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชาวสวนปาล์มอีกต่อไป EA เปิดกลยุทธ์เหนือชั้น เปลี่ยนน้ำมันปาล์มเป็น “Bio-PCM” และน้ำมันเครื่องบินสีเขียว (SAF) สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล พร้อมปักธงส่งออกญี่ปุ่น-เกาหลี ชูเป็น Product Champion ใหม่ที่ช่วยทั้งโลกและช่วยทั้งเกษตรกรไทย</p>



<h2 class="wp-block-heading">ในวันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว</h2>



<p><strong>ฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท<a rel="noreferrer noopener" href="https://data.creden.co/search?q=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94&type_search=keyword&kc=f87d1a8d1df94ad19efb1092e4c3d18e64da1527fba4b" target="_blank"><strong> พลังงานบริสุทธิ์ </strong></a>จำกัด (มหาชน) หรือ EA</strong> กล่าวว่า อุตสาหกรรมน้ำมันดีเซลและไบโอดีเซลแบบเดิมกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะความต้องการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่งมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม แต่ล่าสุด EA (Energy Absolute) ได้เผยหมัดเด็ดในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากเพียงแค่ “ผู้ผลิตเชื้อเพลิง” สู่การเป็น “ผู้นำนวัตกรรมวัสดุสีเขียว” ด้วยการผลักดัน Bio-PCM (Phase Change Material) หรือวัสดุเปลี่ยนสถานะอัจฉริยะ</p>



<p>Bio-PCM จากน้ำมันปาล์มสู่ “วัสดุอัจฉริยะ” ความน่าสนใจที่เป็นจุด “Wow” คือการที่ EA ไม่ได้มองน้ำมันปาล์มเป็นเพียงเชื้อเพลิงสำหรับเติมเครื่องยนต์อีกต่อไป แต่นำมาพัฒนาเป็น Bio-PCM ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำจากปาล์ม 100% ทำให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) สูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปิโตรเลียม</p>



<p>โดย PCM มีคุณสมบัติในการดูดซับและคายความร้อน นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือเป็นการสร้าง New S-Curve ที่มี Margin สูงกว่าไบโอดีเซลแบบเดิมที่กำไรค่อนข้างบางและต้องพึ่งพานโยบายรัฐเป็นหลัก</p>



<h2 class="wp-block-heading">กู้วิกฤติชาวสวนปาล์มในยุค EV</h2>



<p>เป้าหมายสำคัญของการผลักดันผลิตภัณฑ์นี้คือการทำให้ประเทศไทยมี Product Champion ใหม่ที่มาจากปาล์ม เพื่อรองรับสถานการณ์ที่รถยนต์หันไปใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ชาวสวนปาล์มไม่ต้องเผชิญกับภาวะราคาผลผลิตตกต่ำจากการที่ความต้องการใช้ดีเซลลดลง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังสามารถทำเรื่อง Carbon Credit Certificate ได้ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก</p>



<h3 class="wp-block-heading">บุกตลาดโลก</h3>



<p>ญี่ปุ่น-เกาหลี คือเป้าหมายแรก ปัจจุบัน EA เริ่มขยายตลาด Bio-PCM ไปยังต่างประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก่อนจะขยายไปสู่ยุโรป แม้ในปัจจุบันรายได้จากส่วนนี้จะยังอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ายังไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัท แต่ EA มั่นใจว่านี่คือ “ธุรกิจแห่งอนาคต” ที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยโรงงานของ EA มีกำลังการผลิตรวมสำหรับผลิตภัณฑ์พิเศษกลุ่มนี้ (Bio-PCM, SAF, HVO) อยู่ที่เกือบ 1,000 ตันต่อวัน</p>



<p>ไม่ใช่แค่ PCM แต่คือ “นิเวศพลังงานสะอาด” นอกเหนือจาก Bio-PCM แล้ว EA ยังเตรียมพร้อมสำหรับการผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน และ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) เพื่อตอบโจทย์ภาคการบินและการขนส่งที่ต้องการลดคาร์บอน ซึ่งการมี พ.ร.บ. โลกร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้กลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด</p>



<p><strong>การขยับตัวของ EA ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการขายน้ำมัน แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้กลายเป็น “วัสดุเชิงยุทธศาสตร์” บนเวทีโลก ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งธุรกิจและเกษตรกรไทยไปพร้อมๆ กัน</strong></p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1225946" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) นวัตกรรมพลังงานสะอาดกู้โลก กักเก็บความร้อนแห่งอนาคต</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/sand-battery/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 01:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25663</guid>

					<description><![CDATA[การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ พลังงานสะอาด ถือเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของ พลังงานหมุนเวียน อย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมก็คือความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ในวันที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัด การผลิตไฟฟ้าก็จะหยุดชะงักลง ส่งผลให้ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้า แต่อยู่ที่เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานเพื่อนำมาใช้ในยามที่ต้องการ หลายคนอาจคุ้นเคยกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหรือรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีข้อจำกัดด้านต้นทุนที่สูงลิ่ว การเสื่อมสภาพ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ แต่ในปัจจุบัน โลกของเราได้ต้อนรับ นวัตกรรมพลังงาน ชิ้นใหม่ที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพอย่าง แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) ซึ่งกำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาอุดช่องโหว่ของ พลังงานทดแทน และพลิกโฉมวงการพลังงานโลกไปตลอดกาล บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกความรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ทราย ตั้งแต่จุดกำเนิด หลักการทำงาน ข้อดีที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริงในระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในขณะนี้ แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) คืออะไร แบตเตอรี่ทราย หรือ Sand Battery คือระบบ กักเก็บพลังงานความร้อน (Thermal Energy Storage) อุณหภูมิสูง ที่ใช้ทรายหรือวัสดุแข็งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเป็นสื่อกลางในการกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีนี้ไม่ได้กักเก็บพลังงานในรูปแบบของปฏิกิริยาเคมีเหมือนแบตเตอรี่ทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จาก พลังงานหมุนเวียน ให้กลายเป็นความร้อน จากนั้นจึงนำความร้อนดังกล่าวไปเก็บสะสมไว้ในเม็ดทรายเพื่อรอการดึงมาใช้งานในอนาคต นวัตกรรมนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นจนสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกโดยบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติฟินแลนด์ชื่อว่า Polar Night Energy ซึ่งได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับวงการอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะในประเทศเขตหนาวที่มีความต้องการใช้พลังงานความร้อนสูงมากในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ <strong>พลังงานสะอาด</strong> ถือเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของ <strong>พลังงานหมุนเวียน</strong> อย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมก็คือความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ในวันที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัด การผลิตไฟฟ้าก็จะหยุดชะงักลง ส่งผลให้ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้า แต่อยู่ที่เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานเพื่อนำมาใช้ในยามที่ต้องการ</p>



<p>หลายคนอาจคุ้นเคยกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหรือรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีข้อจำกัดด้านต้นทุนที่สูงลิ่ว การเสื่อมสภาพ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ แต่ในปัจจุบัน โลกของเราได้ต้อนรับ <strong>นวัตกรรมพลังงาน</strong> ชิ้นใหม่ที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพอย่าง <strong>แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery)</strong> ซึ่งกำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาอุดช่องโหว่ของ <strong>พลังงานทดแทน</strong> และพลิกโฉมวงการพลังงานโลกไปตลอดกาล</p>



<p>บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกความรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ทราย ตั้งแต่จุดกำเนิด หลักการทำงาน ข้อดีที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริงในระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในขณะนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) คืออะไร</h3>



<p>แบตเตอรี่ทราย หรือ Sand Battery คือระบบ <strong>กักเก็บพลังงานความร้อน</strong> (Thermal Energy Storage) อุณหภูมิสูง ที่ใช้ทรายหรือวัสดุแข็งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเป็นสื่อกลางในการกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีนี้ไม่ได้กักเก็บพลังงานในรูปแบบของปฏิกิริยาเคมีเหมือนแบตเตอรี่ทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จาก <strong>พลังงานหมุนเวียน</strong> ให้กลายเป็นความร้อน จากนั้นจึงนำความร้อนดังกล่าวไปเก็บสะสมไว้ในเม็ดทรายเพื่อรอการดึงมาใช้งานในอนาคต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand1.webp" alt="" class="wp-image-25664" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand1.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand1-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand1-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand1-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand1-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>นวัตกรรมนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นจนสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกโดยบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติฟินแลนด์ชื่อว่า <strong>Polar Night Energy</strong> ซึ่งได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับวงการอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะในประเทศเขตหนาวที่มีความต้องการใช้พลังงานความร้อนสูงมากในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนาน การมีแหล่งเก็บความร้อนที่กักเก็บได้ข้ามฤดูกาลจึงเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบที่สุด</p>



<h3 class="wp-block-heading">หลักการทำงานของการเก็บพลังงานด้วยทราย</h3>



<p>แม้ชื่อจะฟังดูล้ำสมัย แต่หลักการทำงานของ <strong>การเก็บพลังงานด้วยทราย</strong> นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่เข้าใจได้ง่ายมาก โดยมีกระบวนการทำงานหลักๆ ดังต่อไปนี้</p>



<ol start="1" class="wp-block-list">
<li><strong>การรับพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน</strong> เมื่อกังหันลมหรือแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากเกินกว่าความต้องการของระบบในขณะนั้น กระแสไฟฟ้าส่วนเกินนี้จะถูกส่งเข้าสู่ระบบของแบตเตอรี่ทราย</li>



<li><strong>การแปลงไฟฟ้าเป็นความร้อน</strong> ระบบจะใช้หลักการให้ความร้อนด้วยความต้านทานไฟฟ้า (Resistive Heating) ซึ่งคล้ายคลึงกับการทำงานของขดลวดในเตาผิงไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะทำให้อากาศร้อนจัด</li>



<li><strong>การถ่ายเทความร้อนสู่ทราย</strong> อากาศที่ร้อนจัดจะถูกเป่าหมุนเวียนผ่านท่อที่ฝังอยู่ภายในไซโลเหล็กขนาดใหญ่ที่บรรจุทรายเอาไว้จนเต็ม ความร้อนจะถ่ายเทจากท่อไปยังเม็ดทราย ทำให้ทรายมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปถึง 500 ถึง 600 องศาเซลเซียส</li>



<li><strong>การกักเก็บระยะยาว</strong> ด้วยคุณสมบัติความเป็นฉนวนตามธรรมชาติของทราย ประกอบกับการบุฉนวนกันความร้อนที่ผนังไซโลอย่างหนาแน่น ทำให้ความร้อนแทบจะไม่เล็ดลอดออกไปสู่ภายนอก ระบบนี้สามารถกักเก็บความร้อนไว้ได้นานเป็นสัปดาห์หรือยาวนานหลายเดือนโดยมีการสูญเสียความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น</li>



<li><strong>การนำพลังงานออกมาใช้</strong> เมื่อมีความต้องการใช้พลังงาน ระบบจะสูบอากาศเย็นเข้าไปรับความร้อนจากทราย และนำอากาศร้อนที่ได้ไปต้มน้ำเพื่อส่งเข้าสู่ระบบทำความร้อนของเมือง (District Heating) เพื่อให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือน สระว่ายน้ำ หรือนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมถึงต้องเป็น “ทราย”</h3>



<p>หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมวิศวกรจึงเลือกใช้ “ทราย” แทนที่จะเป็นวัสดุอื่น เหตุผลหลักประกอบด้วยหลายปัจจัยที่ทำให้ทรายกลายเป็นพระเอกในงานนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ความจุความร้อนสูง</strong> ทรายสามารถทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงมากระดับ 1,000 องศาเซลเซียสได้โดยไม่หลอมละลายหรือระเหยกลายเป็นไอ ซึ่งแตกต่างจากการใช้น้ำเป็นสื่อกลางในการเก็บความร้อน เพราะน้ำจะเดือดและกลายเป็นไอเมื่ออุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียส การใช้ทรายจึงทำให้สามารถเก็บสะสมพลังงานความร้อนในปริมาณมหาศาลไว้ในพื้นที่ที่จำกัดได้</li>



<li><strong>ความปลอดภัยขั้นสูงสุด</strong> ทรายเป็นวัสดุเฉื่อยทางเคมี ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิด และไม่มีส่วนประกอบของสารพิษ ทำให้ปราศจากความเสี่ยงด้านอัคคีภัยที่มักพบในแบตเตอรี่เคมี</li>



<li><strong>ราคาถูกและหาได้ง่าย</strong> ทรายเป็นวัสดุที่มีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติและมีราคาถูกมาก นอกจากทรายก่อสร้างทั่วไปแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมมาใช้แทนด้วย เช่น หินสบู่บด (Crushed Soapstone) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเตาผิง การนำวัสดุเหล่านี้มาใช้จึงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไปในตัว</li>



<li><strong>อายุการใช้งานยาวนาน</strong> เม็ดทรายไม่มีการเสื่อมสภาพเหมือนสารเคมีในแบตเตอรี่ทั่วไป ทำให้ไซโลแบตเตอรี่ทรายมีอายุการใช้งานยาวนานหลายสิบปีโดยไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุภายใน</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand2.webp" alt="" class="wp-image-25665" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand2.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand2-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand2-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand2-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand2-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เปรียบเทียบแบตเตอรี่ทราย กับ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน</h3>



<p>เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้แสดงการเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทรายและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกระแสหลักในปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td><strong>คุณสมบัติ</strong></td><td><strong>แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery)</strong></td><td><strong>แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion)</strong></td></tr></thead><tbody><tr><td><strong>รูปแบบพลังงานที่เก็บ</strong></td><td>พลังงานความร้อน</td><td>พลังงานไฟฟ้า (ปฏิกิริยาเคมี)</td></tr><tr><td><strong>ระยะเวลาการกักเก็บ</strong></td><td>ยาวนาน (หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน)</td><td>สั้นถึงปานกลาง (หลายชั่วโมงถึงหลักวัน)</td></tr><tr><td><strong>วัสดุหลักที่ใช้</strong></td><td>ทราย หินสบู่ หรือวัสดุเหลือทิ้ง (หาง่าย ราคาถูก)</td><td>ลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล (หายาก ราคาแพง)</td></tr><tr><td><strong>ความปลอดภัย</strong></td><td>สูงมาก ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิด</td><td>มีความเสี่ยงเรื่องความร้อนสะสมและเพลิงไหม้</td></tr><tr><td><strong>การเสื่อมสภาพ</strong></td><td>แทบไม่มีการเสื่อมสภาพของวัสดุกักเก็บ</td><td>รอบการชาร์จจำกัด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพตามเวลา</td></tr><tr><td><strong>ต้นทุนการก่อสร้าง</strong></td><td>ต่ำมาก (เฉลี่ยน้อยกว่า 10 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง)</td><td>สูงกว่ามาก</td></tr><tr><td><strong>ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</strong></td><td>เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วัสดุรีไซเคิลได้ 100%</td><td>มีผลกระทบจากการทำเหมืองแร่และการกำจัดขยะพิษ</td></tr><tr><td><strong>จุดประสงค์การใช้งานหลัก</strong></td><td>ภาคอุตสาหกรรม ระบบทำความร้อนของเมือง</td><td>อุปกรณ์พกพา ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบกริดไฟฟ้าระยะสั้น</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ประโยชน์ของแบตเตอรี่ทรายที่มีต่อโลก</h3>



<p>การมาถึงของแบตเตอรี่ทรายไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จทางวิศวกรรม แต่ยังมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลก</p>



<p><strong>1. แก้ปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน</strong> เทคโนโลยีนี้ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้เราสามารถกักเก็บพลังงานที่ผลิตได้ล้นเหลือในฤดูร้อน เอาไว้ใช้ให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวที่มืดมิดและหนาวเย็นได้ ถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>



<p><strong>2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม</strong> โดยปกติแล้ว ภาคอุตสาหกรรมและระบบทำความร้อนระดับเมืองมักพึงพาการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา หรือก๊าซธรรมชาติ การเปลี่ยนมาใช้ความร้อนที่ได้จากกระแสไฟฟ้าสะอาดผ่านแบตเตอรี่ทราย จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มหาศาล โครงการนำร่องบางแห่งรายงานว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึงร้อยละ 60 ถึง 70</p>



<p><strong>3. ลดต้นทุนด้านพลังงาน</strong> เมื่อระบบสามารถชาร์จความร้อนในช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาถูกที่สุด (เช่น ช่วงกลางคืนหรือช่วงที่มีแดดจัดลมแรง) และจ่ายความร้อนในช่วงที่พลังงานขาดแคลนและมีราคาแพง จึงช่วยให้ผู้ให้บริการด้านพลังงานและภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างมหาศาล</p>



<p><strong>4. ยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน</strong> วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักนำมาซึ่งปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง เทคโนโลยีนี้ช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพึ่งพาพลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองภายในประเทศ ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินจากต่างชาติ เพิ่มความมั่นคงและเอกราชทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand3.webp" alt="" class="wp-image-25666" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand3.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand3-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand3-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand3-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand3-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ความคืบหน้าและโครงการระดับโลกในปัจจุบัน</h3>



<p>ประเทศฟินแลนด์ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มตัว ภายใต้การนำของ <strong>Polar Night Energy</strong> ซึ่งได้มีการขยายสเกลการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ ข้อมูลความคืบหน้าของโครงการที่น่าสนใจมีรายละเอียดดังตารางต่อไปนี้</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td><strong>ชื่อโครงการ / สถานที่</strong></td><td><strong>ปีที่เปิดใช้งาน</strong></td><td><strong>ขนาดความจุ (Capacity)</strong></td><td><strong>รายละเอียดที่สำคัญ</strong></td></tr></thead><tbody><tr><td><strong>Kankaanpää</strong> (ฟินแลนด์)</td><td>ค.ศ. 2022</td><td>8 MWh (กำลังจ่าย 100 kW)</td><td>แบตเตอรี่ทรายเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก ให้ความร้อนกับบ้านเรือนและสระว่ายน้ำสาธารณะของเมือง</td></tr><tr><td><strong>Pornainen</strong> (ฟินแลนด์)</td><td>ค.ศ. 2025</td><td>100 MWh (กำลังจ่าย 1 MW)</td><td>อดีตแบตเตอรี่ทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้หินสบู่บดกว่า 2,000 ตัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้เมืองได้ถึง 160 ตันต่อปี</td></tr><tr><td><strong>Vääksy</strong> (ฟินแลนด์)</td><td>ค.ศ. 2027 (อยู่ระหว่างดำเนินการ)</td><td>250 MWh (กำลังจ่าย 2 MW)</td><td>โครงการยักษ์ใหญ่ร่วมกับ Lahti Energia คาดว่าจะใช้ทรายธรรมชาติกว่า 2,400 ตัน และกลายเป็นแบตเตอรี่ทรายที่ใหญ่ที่สุดเมื่อสร้างเสร็จ</td></tr><tr><td><strong>Valkeakoski</strong> (ฟินแลนด์)</td><td>โครงการนำร่องในอนาคต</td><td>ระบุในเฟสถัดไป</td><td>โครงการพิเศษแบบ Power-to-Heat-to-Power (P2H2P) ที่กำลังทดสอบการแปลงความร้อนกลับมาเป็นกระแสไฟฟ้าอีกครั้ง</td></tr></tbody></table></figure>



<p>จากตารางจะเห็นได้ว่า ขนาดของแบตเตอรี่ทรายมีการพัฒนาและขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการที่ Pornainen ซึ่งเพิ่งเริ่มเดินเครื่องอย่างเต็มรูปแบบไปเมื่อต้นปี ค.ศ. 2025 มีขนาดใหญ่กว่ารุ่นแรกที่ Kankaanpää ถึงกว่าสิบเท่าตัว และโครงการใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นในเมือง Vääksy ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมต่อเทคโนโลยีนี้ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและใช้งานได้จริง</p>



<h3 class="wp-block-heading">แนวโน้มตลาดและการเติบโตในอนาคต</h3>



<p>อุตสาหกรรมการกักเก็บพลังงานด้วยความร้อนกำลังถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลก ข้อมูลจากสถาบันวิจัยตลาดหลายแห่งประเมินว่า ตลาดแบตเตอรี่ทรายระดับโลกมีมูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2024 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วจนอาจพุ่งสูงถึงกว่า 4.3 ถึง 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงปี ค.ศ. 2033 ถึง 2034 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 15</p>



<p>ปัจจัยเร่งที่สำคัญคือความต้องการพลังงานความร้อนในภาคอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมเคมี โลหะ และอาหาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการใช้พลังงานมหาศาลระดับโลก นอกจากนี้ ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยี P2H2P (Power-to-Heat-to-Power) เพื่อเปลี่ยนความร้อนที่เก็บไว้ให้กลับมาเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนกลับเข้าสู่สายส่ง จะยิ่งเพิ่มขีดความสามารถและขยายตลาดของแบตเตอรี่ทรายให้กว้างไกลกว่าเดิม ไม่จำกัดอยู่แค่ในเขตหนาวที่ต้องการระบบทำความร้อนเท่านั้น แต่จะสามารถนำไปใช้ได้กับทุกประเทศทั่วโลก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand4.webp" alt="" class="wp-image-25667" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand4.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand4-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand4-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand4-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/sand4-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุป</h3>



<p><strong>แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery)</strong> ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในนวนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่มันคือ <strong>นวัตกรรมพลังงาน</strong> ที่มีอยู่จริง ทำงานได้จริง และกำลังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนโลกใบนี้อยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่แสนธรรมดาและมีอยู่ดาดดื่นอย่าง “ทราย” ผสานเข้ากับองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมความร้อน ทำให้เราได้ระบบกักเก็บพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง มีต้นทุนที่เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง</p>



<p>ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) <strong>การเก็บพลังงานด้วยทราย</strong> จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่ง ทำให้ <strong>พลังงานสะอาด</strong> อย่างแสงอาทิตย์และสายลมกลายเป็นพลังงานที่พึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั้งเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ไม่ว่าโลกจะต้องเผชิญกับฤดูหนาวที่มืดมิดเพียงใดก็ตาม</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘จีน’ เปิดตัว ‘ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้า’ แห่งแรกในโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/s2000/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 02:16:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25720</guid>

					<description><![CDATA[จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบ “S2000” ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้าขนาดเมกะวัตต์เครื่องแรกของโลก โดยสามารถลอยตัวที่ระดับความสูง 2,000 เมตร ในมณฑลเสฉวนเพื่อผลิตไฟฟ้าและเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นวัตกรรมนี้ใช้ประโยชน์จากกระแสลมในชั้นบรรยากาศที่แรงและสม่ำเสมอกว่าระดับพื้นดิน ช่วยลดการใช้วัสดุลงได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับกังหันลมแบบดั้งเดิมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยหลายแห่ง นำโดยมหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และบริษัทสตาร์ทอัพ Beijing SAWES Energy Technology หรือที่รู้จักในชื่อ Beijing Linyi Yunchuan Energy Technology พวกเขาได้พัฒนาระบบต้นแบบที่เรียกว่า S2000 Stratosphere Airborne Wind Energy System (SAWES) ซึ่งเป็นระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้าขนาดเมกะวัตต์เครื่องแรกของโลก การทดสอบครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2026 ที่เมืองอี๋ปิน มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ระบบ S2000 ลอยตัวขึ้นไปที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 385 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยปริมาณไฟฟ้านี้เพียงพอที่จะจ่ายพลังงานให้กับบ้านพักอาศัยขนาดเฉลี่ยในสหรัฐได้นานถึง 13 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับอุปกรณ์ประเภทนี้ การทดสอบแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถไต่ระดับขึ้นสู่ความสูงเป้าหมายได้ในเวลาเพียง 30 นาที และรักษาระดับการลอยตัวได้อย่างเสถียรในขณะที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า โครงสร้างทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย S2000 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบ “S2000” ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้าขนาดเมกะวัตต์เครื่องแรกของโลก โดยสามารถลอยตัวที่ระดับความสูง 2,000 เมตร ในมณฑลเสฉวนเพื่อผลิตไฟฟ้าและเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นวัตกรรมนี้ใช้ประโยชน์จากกระแสลมในชั้นบรรยากาศที่แรงและสม่ำเสมอกว่าระดับพื้นดิน ช่วยลดการใช้วัสดุลงได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับกังหันลมแบบดั้งเดิมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>



<p>โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยหลายแห่ง นำโดยมหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และบริษัทสตาร์ทอัพ Beijing SAWES Energy Technology หรือที่รู้จักในชื่อ Beijing Linyi Yunchuan Energy Technology พวกเขาได้พัฒนาระบบต้นแบบที่เรียกว่า S2000 Stratosphere Airborne Wind Energy System (SAWES) ซึ่งเป็นระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้าขนาดเมกะวัตต์เครื่องแรกของโลก</p>



<p>การทดสอบครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2026 ที่เมืองอี๋ปิน มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ระบบ S2000 ลอยตัวขึ้นไปที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 385 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยปริมาณไฟฟ้านี้เพียงพอที่จะจ่ายพลังงานให้กับบ้านพักอาศัยขนาดเฉลี่ยในสหรัฐได้นานถึง 13 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับอุปกรณ์ประเภทนี้ การทดสอบแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถไต่ระดับขึ้นสู่ความสูงเป้าหมายได้ในเวลาเพียง 30 นาที และรักษาระดับการลอยตัวได้อย่างเสถียรในขณะที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2026/03/WFUlG2M4vpx4JLu2E4ka.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="‘จีน’ เปิดตัว ‘ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้า’ แห่งแรกในโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม"/></figure>
</div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">โครงสร้างทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย</h2>



<p>S2000 มีรูปลักษณ์คล้ายกับเรือเหาะในจินตนาการ โดยมีขนาดความยาว 60 เมตร กว้าง 40 เมตร และสูง 40 เมตร โครงสร้างนี้ใช้ก๊าซฮีเลียมในการช่วยยกตัว และมีการติดตั้งกังหันลมจำนวน 12 ตัวไว้ภายในโครงสร้าง  ระบบมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมสูงสุดถึง 3 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าระบบลอยฟ้าอื่น ๆ ที่เคยมีการทดสอบมาก่อนหน้านี้</p>



<p>เหวง แฮงค์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทผู้พัฒนา อธิบายว่าความท้าทายสำคัญคือการออกแบบอากาศยานขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างไม่ธรรมดาให้มีความสมดุลทางอากาศพลศาสตร์ เขาระบุว่าทีมวิศวกรประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันปานกลางที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง ซึ่งช่วยให้ระบบมีน้ำหนักเบาแต่ยังคงประสิทธิภาพในการส่งพลังงานกลับลงมายังพื้นดินผ่านสายเคเบิล</p>



<p>นอกจากนี้ S2000 ยังถูกออกแบบลักษณะทรงท่อ (Ducted Design) เพื่อบีบอัดและรวมกระแสลมให้ไหลผ่านใบพัดกังหันอย่างมีประสิทธิภาพ เหวงอธิบายว่ามันเหมือนกับการห่อหุ้มลมจากทุกด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าลมจะถูกดักจับโดยใบพัดมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมหาศาล</p>



<p>เหตุผลที่ต้องขึ้นไปผลิตไฟฟ้าที่ความสูง 2,000 เมตร เนื่องจากพลังงานลมจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตามความเร็วลมที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น ลมในระดับความสูงนี้มีความสม่ำเสมอและแรงกว่าลมที่ระดับพื้นดิน ทำให้ระบบ SAWES สามารถผลิตพลังงานได้ในพื้นที่ที่กังหันลมแบบเดิมไม่สามารถทำได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2026/03/PYdghisml23zgi79xRlo.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="‘จีน’ เปิดตัว ‘ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้า’ แห่งแรกในโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม"/></figure>
</div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ดีต่อสิ่งแวดล้อม</h2>



<p>ศ.หวัง เจี้ยนเฉา จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ผู้มีส่วนร่วมในโครงการ ชี้ให้เห็นว่าระบบลอยฟ้านี้มีข้อดีด้านสิ่งแวดล้อมที่เหนือกว่ากังหันลมทั่วไปอย่างมาก โดยใช้ปริมาณวัสดุน้อยกว่ากังหันลมแบบดั้งเดิมถึง 90% และไม่จำเป็นต้องมีฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่หรือหอคอยเหล็กที่รบกวนระบบนิเวศของหน้าดิน</p>



<p>นอกจากนี้ ระบบยังไม่มีเสียงรบกวนจากการทำงาน และไม่บดบังทัศนียภาพที่ขอบฟ้า อีกทั้งยังปลอดภัยต่อสัตว์ปีกมากกว่า เพราะนกสามารถมองเห็นและหลีกเลี่ยงอากาศยานขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่าใบพัดกังหันลมที่หมุนด้วยความเร็วสูง</p>



<p>ระบบนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจ่ายไฟในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่นอกโครงข่าย หรือในสถานการณ์ฉุกเฉินและเขตภัยพิบัติ รวมถึงเกาะที่มีพื้นที่จำกัดและเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสามารถขนส่งได้ง่ายในสภาพที่ไม่มีก๊าซและติดตั้งได้รวดเร็ว</p>



<p>ทีมพัฒนายังมีแผนที่จะเพิ่มฟังก์ชันการทำงานให้เป็นมากกว่าแค่สถานีไฟฟ้า ที่เรียกว่า “AeroMatrix” ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มอเนกประสงค์ลอยฟ้าที่สามารถบรรทุกอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย ให้บริการชาร์จไฟสำหรับโดรน หรือแม้แต่เป็นสถานีประมวลผลข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อดาวเทียมเข้ากับเครือข่ายภาคพื้นดิน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม มาร์ค ซี เคลลี่ รองศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดนมาร์กให้ความเห็นว่ายังมีความท้าทายที่ต้องพิสูจน์อีกมาก แม้ลมในที่สูงจะแรงจริง แต่พฤติกรรมของลมที่ความสูงเกิน 1,000 เมตรนั้นมีความซับซ้อนและยังไม่มีข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ มากนักสำหรับโครงการ S2000 นี้</p>



<p>เคลลี่ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสายเคเบิลยึดโยง ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญในระบบพลังงานลมลอยฟ้าอื่น ๆ มาโดยตลอด นอกจากนี้ การนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์ยังต้องเผชิญกับกฎระเบียบด้านการบินที่เข้มงวดในแต่ละประเทศ ซึ่งมักจะมีข้อจำกัดในการใช้น่านฟ้าเหนือระดับ 500 ฟุต</p>



<p>แม้จะมีข้อกังขา แต่จีนยังคงเดินหน้าด้วยความมั่นใจ โดยมีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องไปแล้วถึง 51 รายการ ณ สิ้นปี 2025 ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มการผลิต S2000 แล้ว และได้รับความสนใจจากเมืองชายฝั่งหลายแห่งที่ต้องการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้</p>



<p>เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โลกจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิตพลังงานลมให้มากกว่าเดิม 4 เท่าภายในปี 2030 ความสำเร็จของ S2000 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยทีมวิจัยกำลังเตรียมการทดสอบรุ่นถัดไปที่จะไต่ระดับความสูงมากขึ้นและทำงานได้นานขึ้นภายในปีนี้ เพื่อพิสูจน์ความเสถียรและความคุ้มค่าในระยะยาว</p>



<p>ที่มา: <a href="https://edition.cnn.com/climate/china-floating-wind-turbine-sawes-c2e-spc" target="_blank" rel="noopener">CNN</a>, <a href="https://www.euronews.com/next/2026/01/29/a-floating-power-station-chinas-flying-wind-turbine-hits-milestone-with-grid-connected-tes" target="_blank" rel="noopener">Euro News</a>, <a href="https://interestingengineering.com/energy/worlds-first-megawatt-airship-rises-6560-ft" target="_blank" rel="noopener">Interesting Engineering</a>, <a href="https://www.scmp.com/news/china/science/article/3326920/worlds-most-powerful-flying-wind-turbine-launched-western-china" target="_blank" rel="noopener">South China Morning Post</a></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2026/03/UEHwy1UtfOujP71ejD5G.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="‘จีน’ เปิดตัว ‘ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้า’ แห่งแรกในโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม" width="1280" height="960"></h2>



<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1225457" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขอเชิญเข้าร่วมหลักสูตรพลังงานสำหรับผู้บริหาร Executive Energy Program (EEP) รุ่นที่ 11 ประจำปี 2026</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/epp-11-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 10:42:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25733</guid>

					<description><![CDATA[หลักสูตรพลังงานสำหรับผู้บริหาร Executive Energy Program (EEP) รุ่นที่ 11 ประจำปี 2026 เป็นหลักสูตรที่ต้องการยกระดับความรู้ และเสริมมุมมองด้านพลังงาน ผ่านการบรรยาย แลกเปลี่ยนความเห็น และประสบการณ์กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จำนวน 10 ครั้ง และเยี่ยมชมดูงาน 5 ครั้ง ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องทิศทางพลังงานโลก พลังงานไทย กฎระเบียบที่กระทบต่อภาคธุรกิจ เทคโนโลยีพลังงาน ตลอดจนแนวทางพัฒนาธุรกิจท่ามกลางความท้าทาย เพื่อขับเคลื่อนสู่ Sustainability รวมถึงสร้างเครือข่ายด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน 🗓️ เปิดรับสมัคร วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2569📍 ระยะเวลาอบรม กรกฎาคม – พฤศจิกายน 2569 ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ https://iie.fti.or.th/?p=12329สอบถามข้อมูล คุณกัญญา / คุณอภิชญาโทร 0-2345-1187, 0-2345-1248Email: eepconnection@gmail.comLine ID: @EEP_IIEดูรายละเอียดหลักสูตรฯ เพิ่มเติม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลักสูตรพลังงานสำหรับผู้บริหาร Executive Energy Program (EEP) รุ่นที่ 11 ประจำปี 2026</p>



<p>เป็นหลักสูตรที่ต้องการยกระดับความรู้ และเสริมมุมมองด้านพลังงาน ผ่านการบรรยาย แลกเปลี่ยนความเห็น และประสบการณ์กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จำนวน 10 ครั้ง และเยี่ยมชมดูงาน 5 ครั้ง ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องทิศทางพลังงานโลก พลังงานไทย กฎระเบียบที่กระทบต่อภาคธุรกิจ เทคโนโลยีพลังงาน ตลอดจนแนวทางพัฒนาธุรกิจท่ามกลางความท้าทาย เพื่อขับเคลื่อนสู่ Sustainability รวมถึงสร้างเครือข่ายด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f5d3.png" alt="🗓" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> เปิดรับสมัคร วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2569<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f4cd.png" alt="📍" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> ระยะเวลาอบรม กรกฎาคม – พฤศจิกายน 2569</p>



<p>ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ <a href="https://iie.fti.or.th/?p=12329" target="_blank" rel="noopener">https://iie.fti.or.th/?p=12329</a><br>สอบถามข้อมูล คุณกัญญา / คุณอภิชญา<br>โทร 0-2345-1187, 0-2345-1248<br>Email: eepconnection@gmail.com<br>Line ID: @EEP_IIE<br>ดูรายละเอียดหลักสูตรฯ เพิ่มเติม <a href="https://iie.fti.or.th" target="_blank" rel="noopener">https://iie.fti.or.th</a></p>



<p>สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม<br>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1040" height="1040" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/epp-11-poster.webp" alt="" class="wp-image-25735" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/epp-11-poster.webp 1040w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/epp-11-poster-300x300.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/epp-11-poster-1024x1024.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/epp-11-poster-150x150.webp 150w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/epp-11-poster-768x768.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/epp-11-poster-770x770.webp 770w" sizes="(max-width: 1040px) 100vw, 1040px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><a href="https://drive.google.com/file/d/13jmJjI8JW34E8WoRen-L-fUK-ikJkGQ4/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คลิ้กรูปปก</a>ด้านล่างเพื่อดาวน์โหลดโบร์ชัวร์</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><a href="https://drive.google.com/file/d/13jmJjI8JW34E8WoRen-L-fUK-ikJkGQ4/view?usp=sharing" target="_blank" rel=" noreferrer noopener"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="1921" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/Brochure-EEP11-web.webp" alt="" class="wp-image-25736" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/Brochure-EEP11-web.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/Brochure-EEP11-web-187x300.webp 187w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/Brochure-EEP11-web-640x1024.webp 640w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/Brochure-EEP11-web-768x1229.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/Brochure-EEP11-web-960x1536.webp 960w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/Brochure-EEP11-web-770x1233.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></a></figure>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หลักสูตร ความรู้พื้นฐานการจัดทำบัญชีรายการและรายงานก๊าซเรือนกระจก (GHG)</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/ghg-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 10:35:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25729</guid>

					<description><![CDATA[เรียน ท่านสมาชิกและผู้ประกอบการ 🎉 ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หลักสูตร ความรู้พื้นฐานการจัดทำบัญชีรายการและรายงานก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามแนวทางมาตรฐาน ISO 14064-1 และ ISO 14067 แบบครบวงจร รุ่นที่ 2 ⭐ อบรมทุกวันอังคารเริ่ม 26 พฤษภาคม 2569 – 23 มิถุนายน 2569ณ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4 รายละเอียดการอบรม ดังนี้✅Module 1 ความรู้พื้นฐานกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ GHG✅Module 2 การคํานวณและการรายงานปริมาณ GHG ตาม ISO 14064-1 (CFO)✅Module 3 การคํานวณและการรายงาน GHG ตาม ISO 14067 (CFP)✅Module 4 ศึกษาดูงาน วันที่ 16 มิถุนายน 2569✅Module [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรียน ท่านสมาชิกและผู้ประกอบการ</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f389.png" alt="🎉" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หลักสูตร ความรู้พื้นฐานการจัดทำบัญชีรายการและรายงานก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามแนวทางมาตรฐาน ISO 14064-1 และ ISO 14067 แบบครบวงจร รุ่นที่ 2</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2b50.png" alt="⭐" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> อบรมทุกวันอังคาร<br>เริ่ม 26 พฤษภาคม 2569 – 23 มิถุนายน 2569<br>ณ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4</p>



<p>รายละเอียดการอบรม ดังนี้<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2705.png" alt="✅" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />Module 1 ความรู้พื้นฐานกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ GHG<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2705.png" alt="✅" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />Module 2 การคํานวณและการรายงานปริมาณ GHG ตาม ISO 14064-1 (CFO)<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2705.png" alt="✅" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />Module 3 การคํานวณและการรายงาน GHG ตาม ISO 14067 (CFP)<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2705.png" alt="✅" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />Module 4 ศึกษาดูงาน วันที่ 16 มิถุนายน 2569<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2705.png" alt="✅" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />Module 5 การจัดทำบัญชีรายการปริมาณ GHG และการวางแผนการลด GHG</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f525.png" alt="🔥" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> พิเศษสำหรับผู้เข้าอบรมเท่านั้น!<br>รับฟรี “ชุดคู่มือ GHG 4 เล่ม” อ้างอิงมาตรฐานสากล + ใช้งานได้จริงในองค์กร<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f449.png" alt="👉" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> ลดเวลาเริ่มต้นระบบ GHG<br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f449.png" alt="👉" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> พร้อมต่อยอดสู่ CBAM / ESG / Net Zero</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f31e.png" alt="🌞" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> หลักสูตรนี้ผ่านการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f4b0.png" alt="💰" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ค่าลงทะเบียน 29,000 บาท<br>เลขที่บัญชี 421-054776-5 ชื่อบัญชี มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน<br>ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์<br>แจ้งชำระเงินได้ที่ account@cep.or.th<br>หมายเหตุ :</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ชำระเงินภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569</li>



<li>ราคานี้รวมของว่าง เครื่องดื่ม อาหารกลางวัน ตลอดการอบรม<br>กิจกรรม Networking session และ GHG Field Trip</li>
</ol>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/260e.png" alt="☎" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่<br>คุณมัณฑนา ทองใจ และ คุณศิริลักษณ์ โพธิ์ทอง<br>E-mail : ghg@cep.or.th<br>โทร : 061 398 5285</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2b50.png" alt="⭐" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />รายละเอียดเพิ่มเติม : <a href="https://cep.or.th/ghg2/" target="_blank" rel="noopener">https://cep.or.th/ghg2/</a><br><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/2b50.png" alt="⭐" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ใบสมัคร : <a href="https://forms.gle/WnjSgrZ1EK2DTg2Y7" target="_blank" rel="noopener">https://forms.gle/WnjSgrZ1EK2DTg2Y7</a></p>



<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="1697" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/ghg2-poster.webp" alt="" class="wp-image-25730" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/ghg2-poster.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/ghg2-poster-212x300.webp 212w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/ghg2-poster-724x1024.webp 724w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/ghg2-poster-768x1086.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/ghg2-poster-1086x1536.webp 1086w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/03/ghg2-poster-770x1089.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤติราคาน้ำมัน-โลกร้อน เขย่าประมงไทย ชี้ 3 ทางรอด ปรับโครงสร้าง 10 ปี</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/3-solution-10-years/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 02:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25717</guid>

					<description><![CDATA[สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อภาคการประมงและกิจกรรมทางทะเลของไทย ทั้งการจับปลา การท่องเที่ยวดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งล้วนพึ่งพาเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก “ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกำลังสร้างความกังวลต่อชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพที่พึ่งพาทะเลเป็นหลัก เนื่องจากการทำประมงมีความแตกต่างจากการขนส่งบนบกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก “ในทะเล เราไม่มีตัวเลือกมากนัก แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรือไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในวงกว้าง เนื่องจากแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากและไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและน้ำเค็มสูง ปัจจุบันชีวิตของชาวประมงยังคงผูกพันกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าและอยู่นอกเหนือการควบคุมของประเทศไทย” ต้นทุนเพิ่มทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะประมง “ผศ.ดร.ธรณ์” อธิบายว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภาคประมง แต่กระจายไปสู่ภาคท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคการผลิตอื่น ๆ ทำให้การขอความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มทำได้ยาก เพราะทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบพร้อมกัน “เราคงช่วยประมงอย่างเดียวไม่ได้ ภาคท่องเที่ยวก็ต้องการน้ำมันราคาถูก ขณะที่ภาคเกษตรก็เผชิญต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้น ความหวังที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด” แม้มาตรการระยะสั้น เช่น การตรึงราคาเชื้อเพลิง หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม จะช่วยบรรเทาภาระได้บางส่วน แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมองไกลไปกว่านั้น และใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างภาคประมงให้ยั่งยืนมากขึ้น 3 จุดเปลี่ยนสำคัญ สู่ความมั่นคงประมงไทย 1) ลดการพึ่งพาน้ำมัน ด้วยการพัฒนาเพาะเลี้ยงชายฝั่ง หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อลดความจำเป็นในการออกเรือไกลเพื่อจับปลา โดยเสนอให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กระชังขนาดใหญ่ รวมถึงการทบทวนกฎระเบียบด้านพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเล [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อภาคการประมงและกิจกรรมทางทะเลของไทย ทั้งการจับปลา การท่องเที่ยวดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งล้วนพึ่งพาเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก</p>



<p><strong>“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์”</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกำลังสร้างความกังวลต่อชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพที่พึ่งพาทะเลเป็นหลัก เนื่องจากการทำประมงมีความแตกต่างจากการขนส่งบนบกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p>“ในทะเล เราไม่มีตัวเลือกมากนัก แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรือไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในวงกว้าง เนื่องจากแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากและไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและน้ำเค็มสูง ปัจจุบันชีวิตของชาวประมงยังคงผูกพันกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าและอยู่นอกเหนือการควบคุมของประเทศไทย”</p>
</blockquote>



<p>ต้นทุนเพิ่มทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะประมง</p>



<p>“ผศ.ดร.ธรณ์” อธิบายว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภาคประมง แต่กระจายไปสู่ภาคท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคการผลิตอื่น ๆ ทำให้การขอความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มทำได้ยาก เพราะทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบพร้อมกัน</p>



<p>“เราคงช่วยประมงอย่างเดียวไม่ได้ ภาคท่องเที่ยวก็ต้องการน้ำมันราคาถูก ขณะที่ภาคเกษตรก็เผชิญต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้น ความหวังที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด”</p>



<p>แม้มาตรการระยะสั้น เช่น การตรึงราคาเชื้อเพลิง หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม จะช่วยบรรเทาภาระได้บางส่วน แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมองไกลไปกว่านั้น และใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างภาคประมงให้ยั่งยืนมากขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading">3 จุดเปลี่ยนสำคัญ สู่ความมั่นคงประมงไทย</h2>



<p><strong>1) ลดการพึ่งพาน้ำมัน ด้วยการพัฒนาเพาะเลี้ยงชายฝั่ง</strong></p>



<p>หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อลดความจำเป็นในการออกเรือไกลเพื่อจับปลา โดยเสนอให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กระชังขนาดใหญ่ รวมถึงการทบทวนกฎระเบียบด้านพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเล และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs</p>



<p>แม้การเพาะเลี้ยงจะมีต้นทุนด้านอาหารสัตว์ พลังงาน และการจัดการ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนน้ำมันที่ต้องใช้ในการออกเรือระยะไกล แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนได้ในระยะยาว</p>



<p><strong>2) ใช้น้ำมันให้น้อยลง ผ่านการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ</strong></p>



<p>อีกแนวทางคือการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เรือที่สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพได้มากขึ้น เช่น ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก</p>



<p>การผลักดันการใช้ไบโอดีเซลในระดับตั้งแต่ B20 ไปจนถึง B100 อาจเป็นทางเลือกสำคัญในอนาคต หากมีการลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังอาจมีการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพรูปแบบอื่นที่เหมาะกับเรือขนาดเล็กของชาวประมงพื้นบ้าน</p>



<p><strong>3) ฟื้นฟูความสมบูรณ์ทะเล ลดระยะทางการจับปลา</strong></p>



<p>การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลถือเป็นอีกคำตอบสำคัญ หากระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ สัตว์น้ำจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้ในระยะทางที่ใกล้ขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำมัน</p>



<p>หนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้คือการสร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำโดยมนุษย์ เช่น ปะการังเทียม หรือโครงสร้างใต้น้ำที่ช่วยดึงดูดสัตว์ทะเล และสร้างจุดหมายที่ชัดเจนในการทำประมงหรือท่องเที่ยวดำน้ำ</p>



<p>ตัวอย่างความร่วมมือที่ผ่านมา คือโครงการสร้างแหล่งดำน้ำใหม่ระหว่างคณะประมงและ ปตท.สผ. ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 15 ปี โดยมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวและลดการใช้พลังงานในการเดินทางไกล</p>



<h2 class="wp-block-heading">ความเสี่ยงระดับโลก กำลังกระทบประมงไทยโดยตรง</h2>



<p>“ผศ.ดร.ธรณ์” ระบุว่า วิกฤติครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงระดับโลกที่กำลังส่งผลต่อภาคประมงไทยอย่างชัดเจน 2 ประการ ได้แก่</p>



<p><strong>1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์:</strong> ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกสามารถทำให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประมงและการท่องเที่ยวทางทะเล</p>



<p><strong>2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ:</strong> ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม และการเปลี่ยนแปลงสมดุลน้ำจืด-น้ำเค็ม ส่งผลให้สัตว์น้ำบางชนิดลดจำนวนลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่ง</p>



<h2 class="wp-block-heading">เสียงเรียกร้องสู่การปรับนโยบายระยะ 3–10 ปี</h2>



<p>“ผศ.ดร.ธรณ์” เน้นว่า การแก้ปัญหาแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดทิศทางใหม่ในระยะ 3–5–10 ปี ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย งานวิจัย นวัตกรรม กฎหมาย และกลไกตลาด</p>



<p>ควรเกิดความร่วมมือข้ามสาขา เช่น วิศวกรรม พลังงาน และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันใหม่สำหรับภาคประมง เนื่องจากหน่วยงานด้านประมงเพียงลำพังอาจไม่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลกได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p>“เรากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประมงไทย มาตรการระยะสั้นยังจำเป็น แต่เราต้องไม่ลืมว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังยึดติดกับแนวทางเดิม ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว เราอาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในอนาคต”</p>
</blockquote>



<p>“ผศ.ดร.ธรณ์” ทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องพึ่งพาการนำเข้าสัตว์น้ำมากขึ้น เช่น ปลาแซลมอน แทนการบริโภคอาหารทะเลที่ผลิตในประเทศ</p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1226226" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กฟผ. ขานรับนโยบาย เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเต็มกำลัง ช่วยลดต้นทุนค่าไฟ</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/pea-mm/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 02:11:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25714</guid>

					<description><![CDATA[กฟผ. ขานรับนโยบาย เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเต็มกำลัง บริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เดินหน้าตามนโยบายกระทรวงพลังงานบริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะซึ่งมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำและมีเสถียรภาพด้านราคาอย่างเต็มกำลังที่ 1,200 เมกะวัตต์ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้า ซึ่งปัจจุบันมีราคาปรับตัวสูงขึ้นจากสาเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง สำหรับเหตุดินสไลด์ในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 กฟผ. ได้เร่งดำเนินการซ่อมบำรุงอย่างเร่งด่วนคาดว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้บางส่วนในเดือนกรกฎาคม 2569 และกลับสู่ภาวะปกติในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยระหว่างนี้ กฟผ. ได้ใช้ถ่านหินจากแหล่งสำรอง (Stock) ร่วมกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก จึงขอให้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Source : Energy News Center]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>กฟผ. ขานรับนโยบาย เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเต็มกำลัง บริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชน</strong></p>



<p><strong>นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) </strong>เปิดเผยว่า กฟผ. เดินหน้าตามนโยบายกระทรวงพลังงานบริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะซึ่งมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำและมีเสถียรภาพด้านราคาอย่างเต็มกำลังที่ 1,200 เมกะวัตต์ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้า ซึ่งปัจจุบันมีราคาปรับตัวสูงขึ้นจากสาเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง</p>



<p>สำหรับเหตุดินสไลด์ในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 กฟผ. ได้เร่งดำเนินการซ่อมบำรุงอย่างเร่งด่วนคาดว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้บางส่วนในเดือนกรกฎาคม 2569 และกลับสู่ภาวะปกติในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยระหว่างนี้ กฟผ. ได้ใช้ถ่านหินจากแหล่งสำรอง (Stock) ร่วมกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก จึงขอให้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p>



<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/กฟผ-ขานรับนโยบาย-เดินเค/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หยุดง้อน้ำมันแพง! ส่องนอร์เวย์เปลี่ยนสู่ EV เกือบ 100% ทำได้ไง?</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/norway-ev-100/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 02:08:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25711</guid>

					<description><![CDATA[นอร์เวย์ปิดฉากรถน้ำมัน! ยอดขาย EV พุ่ง 98% ส่วนเบนซินเหลือแค่ 12 คันต่อเดือน เผยแผนใช้วิธีขึ้นภาษีจนคนเลิกง้อน้ำมันได้สำเร็จตามเป้าหมายปี 2025 ในวันที่คนไทยตื่นเช้ามาพร้อมกับความลุ้นระทึกว่า “วันนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นอีกกี่สตางค์?” วิกฤตค่า น้ำมัน ในปี 2026 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบตั้งแต่ปากท้องไปจนถึงต้นทุนธุรกิจ แต่ในขณะที่เรากำลังหาทางรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ประเทศนอร์เวย์กลับกำลังโชว์ให้โลกเห็นว่า ‘โลกที่แทบไม่ต้องง้อน้ำมัน’ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร สถิติช็อกโลก ทั้งประเทศขายรถน้ำมันได้แค่ 12 คันต่อเดือน! ย้อนกลับไปในปี 2017 นอร์เวย์เคยประกาศเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ คือการทำให้รถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนทุกคันต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% ภายในปี 2025 แต่เมื่อเข็มนาฬิกาเดินมาถึงต้นปี 2026 ตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้นน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยอดขายรถใหม่ในนอร์เวย์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 98% โดยรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป (น้ำมันเบนซินและดีเซล) กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวทางสถิติ ที่คนแทบไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะรถยนต์เบนซินที่ทั้งประเทศขายได้เพียง 12 คันเท่านั้นในรอบหนึ่งเดือน นอร์เวย์ทำได้อย่างไร? ความสำเร็จของนอร์เวย์ไม่ได้เกิดจากการขอความร่วมมือให้คนช่วยลดมลพิษเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ ‘กลไกราคา’ บีบให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ รัฐบาลนอร์เวย์ใช้เวลามากกว่าทศวรรษในการรื้อโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งหมด ผลลัพธ์คือ รัฐบาลนอร์เวย์ทำให้คนรู้สึกว่า “การขับรถน้ำมันคือความลำบากและราคาแพง ส่วนการขับ EV [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นอร์เวย์ปิดฉากรถน้ำมัน! ยอดขาย EV พุ่ง 98% ส่วนเบนซินเหลือแค่ 12 คันต่อเดือน เผยแผนใช้วิธีขึ้นภาษีจนคนเลิกง้อน้ำมันได้สำเร็จตามเป้าหมายปี 2025</p>



<p>ในวันที่คนไทยตื่นเช้ามาพร้อมกับความลุ้นระทึกว่า “วันนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นอีกกี่สตางค์?” วิกฤตค่า <strong>น้ำมัน </strong>ในปี 2026 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบตั้งแต่ปากท้องไปจนถึงต้นทุนธุรกิจ แต่ในขณะที่เรากำลังหาทางรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ประเทศนอร์เวย์กลับกำลังโชว์ให้โลกเห็นว่า ‘โลกที่แทบไม่ต้องง้อน้ำมัน’ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร</p>



<h2 class="wp-block-heading">สถิติช็อกโลก ทั้งประเทศขายรถน้ำมันได้แค่ 12 คันต่อเดือน!</h2>



<p>ย้อนกลับไปในปี 2017 <strong>นอร์เวย์</strong>เคยประกาศเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ คือการทำให้รถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนทุกคันต้องเป็น<strong>รถยนต์ไฟฟ้า (EV)</strong> 100% ภายในปี 2025 แต่เมื่อเข็มนาฬิกาเดินมาถึงต้นปี 2026 ตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้นน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้</p>



<p>ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยอดขายรถใหม่ในนอร์เวย์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 98% โดยรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป (น้ำมันเบนซินและดีเซล) กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวทางสถิติ ที่คนแทบไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะรถยนต์เบนซินที่ทั้งประเทศขายได้เพียง 12 คันเท่านั้นในรอบหนึ่งเดือน</p>



<h3 class="wp-block-heading">นอร์เวย์ทำได้อย่างไร?</h3>



<p>ความสำเร็จของนอร์เวย์ไม่ได้เกิดจากการขอความร่วมมือให้คนช่วยลดมลพิษเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ ‘กลไกราคา’ บีบให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ รัฐบาลนอร์เวย์ใช้เวลามากกว่าทศวรรษในการรื้อโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งหมด</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บีบด้วยภาษี:  รถยนต์เบนซินและดีเซลถูกเก็บภาษีนำเข้า ภาษีมลพิษ และภาษีคาร์บอนซ้อนกันหลายชั้น จนราคาพุ่งสูงกว่าราคาจริงมหาศาล</li>



<li>เสนอสิทธิ์ที่น่าสนใจ: รัฐบาลมอบสิทธิประโยชน์ให้แบบจัดเต็ม ทั้งการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรถรุ่นประหยัด, ค่าทางด่วนที่ถูกกว่ารถน้ำมันหลายเท่า, สิทธิ์จอดรถฟรีในพื้นที่สาธารณะ และสิทธิ์วิ่งในเลนรถเมล์ในช่วงเวลาเร่งด่วน</li>
</ul>



<p>ผลลัพธ์คือ รัฐบาลนอร์เวย์ทำให้คนรู้สึกว่า “การขับรถน้ำมันคือความลำบากและราคาแพง ส่วนการขับ EV คือความคุ้มค่าและสะดวกสบาย” จนสุดท้ายตลาดก็เปลี่ยนทิศทางไปเองโดยธรรมชาติ</p>



<h2 class="wp-block-heading">บทเรียนใหม่ปี 2026: เมื่อถึงเส้นชัยแล้ว รัฐบาลจะถอยอย่างไร?</h2>



<p>เมื่อเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสำเร็จเกือบ 100% รัฐบาลนอร์เวย์เริ่มขยับสู่เฟสถัดไปคือการ ‘ยกเลิกการอุ้ม’ เพราะการงดเว้นภาษีมหาศาลปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท เริ่มกลายเป็นภาระงบประมาณ</p>



<p>ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 นอร์เวย์เริ่มเก็บภาษี VAT ในรถ EV รุ่นที่มีราคาสูงขึ้น และเตรียมจะตัดสิทธิประโยชน์ออกทั้งหมดภายในปี 2028 เพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลโจทย์ที่คนทั้งโลกกำลังจับตาดูคือ ถ้าไม่มีเงินอุดหนุนแล้ว คนจะยังซื้อ EV ต่อไหม? หรือจะเกิดอาการ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ กลับไปหารถน้ำมันมือสองที่ราคาถูกกว่า นี่คือบททดสอบความยั่งยืนที่นอร์เวย์กำลังโชว์ให้เราดูเป็นตัวอย่าง</p>



<h2 class="wp-block-heading">ย้อนมองประเทศไทย: เราจะ ‘หยุดง้อน้ำมัน’ ได้เหมือนเขาไหม?</h2>



<p>หากตัดภาพมาที่ประเทศไทยในปี 2026 สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้คนไทยเปิดใจให้ EV เร็วกว่าที่คาด ปัจจุบันเราเริ่มเห็นโครงการอย่าง EV 3.5 ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนราคาให้ถูกลง รวมถึงค่ายรถยนต์จากทั่วโลกที่แห่มาตั้งฐานผลิตในไทย แต่ความท้าทายของเราต่างจากนอร์เวย์อย่างสิ้นเชิง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไฟฟ้ายังไม่สะอาด 100% นอร์เวย์ผลิตไฟจากน้ำตก (พลังงานน้ำ) แต่ไทยยังพึ่งพาก๊าซและถ่านหิน ถ้าเราใช้ EV เยอะขึ้น แต่ต้นทางยังเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เราก็แค่ย้ายที่ปล่อยมลพิษเท่านั้น</li>



<li>วิกฤตค่าน้ำมันคือตัวเร่ง ในขณะที่นอร์เวย์ใช้ภาษีบีบ แต่ไทยเรากำลังถูกราคาตลาดโลกบีบโดยตรง </li>



<li>โครงสร้างพื้นฐาน นอร์เวย์มีที่ชาร์จทุกหัวมุมถนน แต่ไทยเรายังต้องเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อลดความกังวลในการเดินทางไกล</li>



<li>การปรับตัวของอุตสาหกรรม ไทยคือครัวของโลกในด้านการผลิตชิ้นส่วนรถน้ำมัน การเปลี่ยนผ่านจึงต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบแรงงานจำนวนมากเหมือนที่นอร์เวย์ซึ่งเน้นการนำเข้าเป็นหลักทำได้ง่ายกว่า</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุป ไทยจะทำได้ไหม?</h3>



<p>นอร์เวย์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องเปลี่ยนประเทศได้จริง สำหรับประเทศไทยในวันที่น้ำมันแพงหูฉี่แบบนี้ การขยับไปสู่ EV อาจไม่ใช่แค่เรื่องตามเทรนด์ แต่คือทางรอดของคนทำงานที่ต้องแบกรับค่าเดินทาง</p>



<p>หากรัฐบาลไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับหมู่บ้านเหมือนที่นอร์เวย์ทำสำเร็จ เราอาจจะไม่ต้องรอให้ถึงปี 2035 เพื่อจะเห็นถนนที่ไร้ควันดำ แต่อาจจะทำได้เร็วกว่านั้น ถ้าเราเริ่มปรับให้ความคุ้มค่าตกไปอยู่ที่มือประชาชนจริงๆ เหมือนนอร์เวย์</p>



<p>ที่มา: <a href="https://www.futura-sciences.com/en/its-the-first-place-where-everyone-drives-electric-but-an-unexpected-problem-is-emerging_25167/" target="_blank" rel="noopener"><strong>futura</strong></a> และ <a href="https://thedriven.io/2026/03/04/fossil-cars-phased-out-as-norway-ev-sales-hit-98-pct-and-just-12-petrol-cars-sold/" target="_blank" rel="noopener"><strong>thedriven</strong></a><br>Source : <a href="https://www.springnews.co.th/keep-the-world/sustainable/862590" target="_blank" rel="noopener">Spring News</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัปเดต เทคโนโลยีแผงโซล่าเซลล์ 2026 นวัตกรรมล่าสุดที่สั่นสะเทือนวงการพลังงาน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/solar-cell-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 01:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25655</guid>

					<description><![CDATA[หลายคนอาจจะคิดว่าแผงโซล่าเซลล์ก็หน้าตาเหมือนๆ กันหมดและคงไม่ได้มีอะไรใหม่มาหลายปีแล้ว แต่ในความเป็นจริง วงการพลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษครับ เทคโนโลยีเก่ากำลังจะถูกแทนที่ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า ทนทานกว่า และราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า กำลังเข้ามาครองตลาดแบบเต็มตัว บทความนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อให้ความรู้แบบเจาะลึกแต่อ่านเข้าใจง่าย พร้อมจัดเต็มข้อมูลทางสถิติที่ได้รับการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ระดับโลก เพื่อให้คุณก้าวทันเทคโนโลยีและสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำครับ จุดจบของเทคโนโลยีเดิม และการผงาดขึ้นของ N-Type หากย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แผงโซล่าเซลล์ชนิด P-Type โดยเฉพาะเทคโนโลยี PERC (Passivated Emitter and Rear Cell) ครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันข้อจำกัดทางฟิสิกส์ทำให้ประสิทธิภาพของแผงชนิดนี้มาถึงทางตันและไม่สามารถพัฒนาให้สูงไปกว่านี้ได้มากนัก อุตสาหกรรมจึงเบนเข็มทิศมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยี N-Type แบบเต็มกำลัง ข้อมูลจากการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ภายในปี 2025 ถึง 2026 กำลังการผลิตแผงโซล่าเซลล์ชนิด N-Type จะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ทำให้แผงแบบ PERC กำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้า ซึ่งเทคโนโลยี N-Type ที่กำลังขับเคี่ยวกันเป็นผู้นำตลาดมีอยู่ 2 ตัวท็อป ได้แก่ TOPCon และ HJT 1. เทคโนโลยี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลายคนอาจจะคิดว่าแผงโซล่าเซลล์ก็หน้าตาเหมือนๆ กันหมดและคงไม่ได้มีอะไรใหม่มาหลายปีแล้ว แต่ในความเป็นจริง วงการพลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษครับ เทคโนโลยีเก่ากำลังจะถูกแทนที่ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า ทนทานกว่า และราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า กำลังเข้ามาครองตลาดแบบเต็มตัว</p>



<p>บทความนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อให้ความรู้แบบเจาะลึกแต่อ่านเข้าใจง่าย พร้อมจัดเต็มข้อมูลทางสถิติที่ได้รับการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ระดับโลก เพื่อให้คุณก้าวทันเทคโนโลยีและสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำครับ</p>



<h3 class="wp-block-heading">จุดจบของเทคโนโลยีเดิม และการผงาดขึ้นของ N-Type</h3>



<p>หากย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แผงโซล่าเซลล์ชนิด P-Type โดยเฉพาะเทคโนโลยี PERC (Passivated Emitter and Rear Cell) ครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันข้อจำกัดทางฟิสิกส์ทำให้ประสิทธิภาพของแผงชนิดนี้มาถึงทางตันและไม่สามารถพัฒนาให้สูงไปกว่านี้ได้มากนัก อุตสาหกรรมจึงเบนเข็มทิศมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยี N-Type แบบเต็มกำลัง</p>



<p>ข้อมูลจากการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ภายในปี 2025 ถึง 2026 กำลังการผลิตแผงโซล่าเซลล์ชนิด N-Type จะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ทำให้แผงแบบ PERC กำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้า ซึ่งเทคโนโลยี N-Type ที่กำลังขับเคี่ยวกันเป็นผู้นำตลาดมีอยู่ 2 ตัวท็อป ได้แก่ TOPCon และ HJT</p>



<p><strong>1. เทคโนโลยี TOPCon (Tunnel Oxide Passivated Contact)</strong> นี่คือเทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแสหลักและได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ TOPCon เป็นการต่อยอดจากโครงสร้างเดิมโดยการเพิ่มชั้นซิลิกอนออกไซด์บางเฉียบเข้าไป ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้อย่างก้าวกระโดด แผงชนิดนี้สามารถทำงานได้ดีแม้ในสภาพแสงน้อยหรือในวันที่มีเมฆมาก</p>



<p>ปัจจุบัน แผง TOPCon ในระดับการผลิตเชิงพาณิชย์มีประสิทธิภาพสูงถึง 22 ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ และในระดับห้องปฏิบัติการสามารถทำตัวเลขได้สูงถึง 26.89 เปอร์เซ็นต์ ข้อดีอีกอย่างคือผู้ผลิตสามารถอัปเกรดสายการผลิตเดิมให้รองรับเทคโนโลยีนี้ได้ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ราคาขายจริงในตลาดจับต้องได้ง่าย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so2.webp" alt="" class="wp-image-25657" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so2.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so2-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so2-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so2-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so2-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>2. เทคโนโลยี HJT (Heterojunction Technology)</strong> หาก TOPCon คือราชาในยุคปัจจุบัน HJT ก็คืออนาคตที่กำลังไล่ตามมาติดๆ เทคโนโลยีนี้เป็นการผสมผสานระหว่างซิลิกอนแบบผลึกและซิลิกอนแบบอะมอร์ฟัสเข้าด้วยกัน จุดเด่นที่ทำให้อุตสาหกรรมตื่นเต้นคือ ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิที่ยอดเยี่ยม หมายความว่าแผง HJT จะยังคงผลิตไฟฟ้าได้สูงแม้ในวันที่อากาศร้อนจัด ซึ่งตอบโจทย์สภาพอากาศในประเทศไทยอย่างมาก</p>



<p>นอกจากนี้ อัตราการเสื่อมสภาพของแผง HJT ยังต่ำมาก โดยในปีแรกจะเสื่อมสภาพเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และปีต่อๆ ไปจะลดลงเฉลี่ยเพียง 0.35 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น ทำให้ตลอดอายุการใช้งาน แผง HJT สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าแผงรุ่นเก่าอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p><strong>ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบต่างๆ ในตลาดปัจจุบัน</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td><strong>คุณสมบัติ</strong></td><td><strong>เทคโนโลยี PERC (P-Type)</strong></td><td><strong>เทคโนโลยี TOPCon (N-Type)</strong></td><td><strong>เทคโนโลยี HJT (N-Type)</strong></td></tr></thead><tbody><tr><td>สถานะในตลาด (ปี 2026)</td><td>กำลังเสื่อมความนิยม</td><td>เป็นกระแสหลัก (Mainstream)</td><td>เทคโนโลยีระดับพรีเมียม / อนาคต</td></tr><tr><td>ประสิทธิภาพเฉลี่ย</td><td>20% ถึง 21%</td><td>22% ถึง 24%</td><td>23% ถึง 25%</td></tr><tr><td>การทำงานเมื่ออุณหภูมิสูง</td><td>ปานกลาง</td><td>ดี</td><td>ดีเยี่ยม</td></tr><tr><td>อัตราการเสื่อมสภาพปีแรก</td><td>ประมาณ 2%</td><td>ประมาณ 1%</td><td>ประมาณ 1%</td></tr><tr><td>อัตราเสื่อมสภาพปีถัดไป</td><td>0.45% ต่อปี</td><td>0.40% ต่อปี</td><td>0.35% ต่อปี</td></tr><tr><td>ความคุ้มค่าด้านราคา</td><td>ราคาถูกที่สุด</td><td>คุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบประสิทธิภาพ</td><td>ราคาสูงกว่า แต่คืนทุนระยะยาวดี</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading">Perovskite และ Tandem Cell ปฏิวัติขีดจำกัดทางฟิสิกส์</h3>



<p>หากถามว่าอะไรคือจุดสูงสุดของเทคโนโลยีโซล่าเซลล์ในทศวรรษนี้ คำตอบคือแผงโซล่าเซลล์ชนิดเพอรอฟสไกต์ (Perovskite Solar Cells) และการนำมาทำเทคโนโลยี Tandem ครับ</p>



<p>นักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าแผงซิลิกอนแบบดั้งเดิมมีขีดจำกัดทางทฤษฎีที่เรียกว่า Shockley-Queisser limit ซึ่งกำหนดไว้ว่าแผงซิลิกอนแบบรอยต่อเดียวจะไม่สามารถมีประสิทธิภาพเกิน 32 เปอร์เซ็นต์ได้ แต่สารเพอรอฟสไกต์เข้ามาทลายกำแพงนี้ลง วัสดุชนิดนี้มีโครงสร้างผลึกที่สามารถดูดซับแสงในความยาวคลื่นที่แตกต่างจากซิลิกอน มีน้ำหนักเบา โค้งงอได้ และที่สำคัญคือสามารถผลิตได้ในอุณหภูมิต่ำ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตมหาศาล</p>



<p><strong>การรวมพลัง Tandem Solar Cells</strong> นวัตกรรมที่น่าจับตามองที่สุดคือการนำสารเพอรอฟสไกต์มาเคลือบทับลงบนแผงซิลิกอน เกิดเป็นเซลล์แสงอาทิตย์แบบเรียงซ้อน (Tandem Solar Cell) ทำให้แผงหนึ่งแผงสามารถดักจับแสงแดดได้กว้างขึ้นทุกช่วงคลื่น ข้อมูลอัปเดตล่าสุดในเดือนเมษายน ปี 2025 บริษัท LONGi Solar ได้ทำลายสถิติโลกโดยสามารถสร้างแผง Perovskite-Silicon Tandem ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 34.85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so1.webp" alt="" class="wp-image-25656" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so1.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so1-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so1-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so1-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so1-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>ก้าวข้ามปัญหาเรื่องความทนทาน</strong> ปัญหาหลักของเพอรอฟสไกต์ในอดีตคือความเปราะบางและเสื่อมสภาพเร็วเมื่อเจอความชื้นและสภาพอากาศจริง แต่ในปี 2026 นี้มีข่าวดีจากวงการวิทยาศาสตร์ เมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Xi’an Jiaotong ได้ตีพิมพ์ผลงานระดับโลกในวารสาร Science ประจำเดือนมกราคม 2026 โดยค้นพบเทคนิคการใช้โมเลกุล 2-pyridylethylamine เข้ามาช่วยรักษาความเสถียรของโครงสร้างผลึก ทำให้แผงสามารถทนทานต่อความร้อน 85 องศาเซลเซียสและความชื้น 60 เปอร์เซ็นต์ได้ยาวนานกว่า 1,600 ชั่วโมงโดยประสิทธิภาพแทบไม่ลดลงเลย ตัวเลขประสิทธิภาพระดับเซลล์ที่ผ่านการรับรองแล้วสูงถึง 26.5 เปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณที่บอกว่าเทคโนโลยีนี้ใกล้จะพร้อมสำหรับการผลิตออกขายให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้จริงในอนาคตอันใกล้นี้ครับ</p>



<h3 class="wp-block-heading">นวัตกรรมรูปแบบใหม่ของแผงโซล่าเซลล์</h3>



<p>นอกจากเรื่องของประสิทธิภาพที่สูงขึ้นแล้ว รูปแบบการใช้งานและดีไซน์ของแผงโซล่าเซลล์ก็ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน ในปี 2026 เราไม่ได้มีแค่แผงสี่เหลี่ยมแข็งๆ สีน้ำเงินหรือดำที่ติดอยู่บนหลังคาอีกต่อไป</p>



<p><strong>1. แผงโซล่าเซลล์ชนิดรับแสงสองด้าน (Bifacial Solar Panels)</strong> แผงประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้จากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหลังจะรับแสงที่สะท้อนจากพื้นผิว เช่น พื้นหลังคาสีขาว พื้นคอนกรีต หรือพื้นน้ำ การติดตั้งแผง Bifacial สามารถเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้อีก 5 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์โดยใช้พื้นที่เท่าเดิม ปัจจุบันได้รับความนิยมมากในโครงการโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำและการติดตั้งร่วมกับแผง TOPCon หรือ HJT เพื่อรีดประสิทธิภาพออกมาให้ได้สูงสุด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so3.webp" alt="" class="wp-image-25658" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so3.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so3-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so3-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so3-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so3-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>2. แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผสานเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร (BIPV)</strong> เทคโนโลยี Building-Integrated Photovoltaics หรือ BIPV กำลังเปลี่ยนโฉมวงการสถาปัตยกรรม แผงโซล่าเซลล์ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นวัสดุก่อสร้างไปในตัว เช่น กระเบื้องมุงหลังคาโซล่าเซลล์ กระจกหน้าต่างที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ หรือผนังอาคารอัจฉริยะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในต่างประเทศคือผลิตภัณฑ์ RussFast Solar จาก Russell Roof Tiles ที่ออกแบบแผงโซล่าเซลล์ให้เข้าล็อกกับกระเบื้องหลังคาได้พอดีโดยไม่ต้องเจาะยึดโครงสร้างเพิ่ม ทำให้บ้านดูสวยงามและตอบโจทย์เทรนด์บ้านประหยัดพลังงานระดับพรีเมียม</p>



<p><strong>3. โซล่าเซลล์แบบยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา (Flexible Solar Panels)</strong> เทคโนโลยีล่าสุดช่วยลดน้ำหนักของแผงโซล่าเซลล์ลงได้มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ วัสดุมีความบางและโค้งงอได้ อย่างเช่นเทคโนโลยีจากซีรีส์ Merlin MHD SolarPlex ที่ใช้การซ้อนทับเซลล์แทนการเว้นช่องว่างและไร้รอยเชื่อมต่อแบบเดิม ทำให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการติดบนหลังคารถบ้าน เรือยอร์ช หรืองานอุตสาหกรรมที่โครงสร้างหลังคาไม่สามารถรับน้ำหนักแผงกระจกแบบเดิมได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="670" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so5.webp" alt="" class="wp-image-25661" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so5.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so5-300x168.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so5-1024x572.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so5-768x429.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2026/02/so5-770x430.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อินเวอร์เตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน</h3>



<p>แผงโซล่าเซลล์ที่ดีย่อมต้องทำงานคู่กับระบบจัดการพลังงานที่ยอดเยี่ยม ในปี 2025 ถึง 2026 ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสมองกลประจำบ้านอย่างแท้จริง</p>



<p>อินเวอร์เตอร์ในยุคนี้ถูกเรียกว่า Smart Hybrid Inverter มีการนำระบบ AI และ IoT เข้ามาช่วยบริหารจัดการไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ตัวเครื่องสามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของบ้าน และตัดสินใจได้เองว่าจะดึงไฟจากแผงโซล่าเซลล์ ดึงจากแบตเตอรี่ หรือดึงจากไฟการไฟฟ้ามาใช้เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด</p>



<p>นวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์ก็พัฒนาไปไกลมาก อินเวอร์เตอร์ยุคใหม่ใช้เทคโนโลยีแบบไร้หม้อแปลง (Transformer-less) ผสานกับการใช้วัสดุซิลิกอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide) ทำให้ลดขนาดเครื่องให้เล็กลง ลดความร้อน และดันประสิทธิภาพการแปลงไฟให้ทะลุระดับ 99 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูง เช่น การตัดไฟอัตโนมัติเมื่อตรวจพบความร้อนผิดปกติ และระบบ Rapid Shutdown ที่ลดแรงดันไฟฟ้าให้ปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน</p>



<p>ทางด้านของระบบกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่ (BESS) เทคโนโลยีลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4) ได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่เสี่ยงต่อการติดไฟ และมีอายุการใช้งานหรือรอบการชาร์จที่ยาวนานเกิน 10 ปี ทำให้การติดโซล่าเซลล์พร้อมแบตเตอรี่ในปัจจุบันมีความคุ้มค่ามากกว่าในอดีตมาก</p>



<h3 class="wp-block-heading">ความคุ้มค่าและแนวโน้มเศรษฐกิจของการลงทุน</h3>



<p>หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดนี้ ราคาจะแพงจนจับต้องไม่ได้หรือไม่ ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลยครับ ข้อมูลอัปเดตจากรายงานอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกในปี 2024 ถึง 2025 ระบุชัดเจนว่า ต้นทุนการผลิตแผงโซล่าเซลล์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนราคาแผงโซล่าเซลล์ในตลาดโลกร่วงลงไปต่ำกว่า 10 เซนต์สหรัฐต่อวัตต์</p>



<p>การที่ต้นทุนแผงถูกลง ประกอบกับประสิทธิภาพการผลิตไฟที่สูงขึ้นจากเทคโนโลยี N-Type ทำให้ระยะเวลาคืนทุนสำหรับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยต้องรอ 8 ถึง 10 ปี ปัจจุบันการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์พร้อมใช้งานสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ถึง 7 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคือผลกำไรและการใช้ไฟฟ้าฟรีไปอีกกว่า 20 ปี</p>



<p><strong>ตารางเปรียบเทียบความคุ้มค่าการลงทุน (ประมาณการสำหรับระบบขนาด 5 กิโลวัตต์)</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td><strong>รายการเปรียบเทียบ</strong></td><td><strong>ยุคเทคโนโลยีเดิม (ปี 2020)</strong></td><td><strong>ยุคเทคโนโลยีล่าสุด (ปี 2026)</strong></td></tr></thead><tbody><tr><td>ประเภทแผงที่นิยม</td><td>Poly-crystalline หรือ Mono PERC</td><td>N-Type TOPCon หรือ HJT</td></tr><tr><td>พื้นที่ที่ต้องใช้บนหลังคา</td><td>มาก (แผงใหญ่และผลิตไฟได้น้อยต่อพื้นที่)</td><td>น้อยลงประมาณ 20% (ผลิตไฟได้หนาแน่นขึ้น)</td></tr><tr><td>ประสิทธิภาพการแปลงไฟ</td><td>เฉลี่ย 18%</td><td>เฉลี่ย 23%</td></tr><tr><td>ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ</td><td>8 ถึง 10 ปี</td><td>5 ถึง 7 ปี</td></tr><tr><td>การรับประกันแผง</td><td>20 ถึง 25 ปี</td><td>25 ถึง 30 ปี</td></tr><tr><td>การจัดการผ่านสมาร์ทโฟน</td><td>มีเฉพาะในรุ่นราคาสูง</td><td>เป็นมาตรฐานพื้นฐานทุกรุ่น</td></tr></tbody></table></figure>



<p><strong>หมายเหตุ</strong> ข้อมูลตัวเลขเป็นค่าเฉลี่ยสำหรับการประเมินเบื้องต้น อาจปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมการใช้ไฟของแต่ละพื้นที่</p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุป</h3>



<p>เทคโนโลยีแผงโซล่าเซลล์ในปี 2025 ถึง 2026 ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนรูปโฉมภายนอก แต่เป็นการปฏิวัติขุมพลังจากภายในอย่างแท้จริง การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของเทคโนโลยี N-Type อย่าง TOPCon และ HJT ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ และในอนาคตอันใกล้ เรากำลังจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีขั้นเทพอย่าง Perovskite Tandem Cell ที่จะมาฉีกทุกกฎและข้อจำกัดทางฟิสิกส์แบบเดิมๆ</p>



<p>การผสานรวมเข้ากับระบบอินเวอร์เตอร์อัจฉริยะ แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยี IoT ทำให้ระบบโซล่าเซลล์ในปัจจุบันเป็นมากกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่เปรียบเสมือนพันธมิตรที่ช่วยบริหารจัดการพลังงานในบ้านหรือธุรกิจของคุณให้คุ้มค่าที่สุด ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและปัญหาโลกร้อน การหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดที่จับต้องได้จริง จึงเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและยั่งยืนที่สุดครับ</p>



<p>หากคุณกำลังพิจารณาที่จะติดตั้งหรืออัปเกรดระบบโซล่าเซลล์ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยให้คุณเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่ลงทุนไปได้อย่างแน่นอน</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
